|
Asien Kulturfest
Studieren in Thailand |
สหภาพยุโรป (European Union)
โดย กฤษฎี บุญสวยขวัญ
สหภาพยุโรป คือ การรวมตัวกันของประเทศประชาธิปไตยในยุโรปเพื่อการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชากรและเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศในแถบยุโรปตะวันตกต้องการจะรวมตัวกันและหันหน้ามาคุยกันให้มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นพวกเค้าจึงต้องการจะทำอะไรบางอย่างซึ่งทำให้ชีวิตพวกเค้าดีขึ้นได้ สิ่งแรกที่พวกยุโรปตะวันตกทำได้สำเร็จก็คือการประสบความสำเร็จในการรวมตัวกันในขั้นแรกซึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ.1951 เมื่อประเทศในยุโรปฝั่งตะวันตกได้ก่อตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรปขึ้น (European Coal and Steel Community) จุดประสงค์ของประชาคมนี้ก็คือ การดึงเรื่องถ่านหินและเหล็กกล้าเข้ามาคุยกันภายในสมาชิก เพราะในขณะนั้นถ่านหินและเหล็กกล้าเป็นสิ่งที่นานาประเทศต้องการมาทำอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อป้องกันตัวหากเกิดสงครามขึ้นอีก เลยทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมายภายในประเทศฝั่งยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความขัดแย้งที่เกิดระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศเยอรมัน
ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าได้ชื่อว่าเป็นสหพันธรัฐแห่งยุโรปและเป็นการบูรณการขั้นแรกของยุโรปเลยก็ว่าได้
ในปีค.ศ.1957 ประเทศสมาชิกจากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้า ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาแห่งโรม (Rome Treaty) เพื่อก่อตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป” (the European Economic Community) ซึ่งจะจัดตั้งสหภาพศุลกากรขึ้นภายในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป และจัดตั้งตลาดร่วมยุโรป (The Common Market) ขึ้นมา และในสนธิสัญญาฉบับนี้ได้มีการก่อตั้ง “ประชาคมพลังงานปรมาณูแห่งยุโรป” (the European Atomic Energy Community) เพื่อที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติภาพเท่านั้น
ในปี ค.ศ.1967 ประชาคมทั้งสาม (ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป, ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป, ประชาคมพลังงานปรมณูแห่งยุโรป) ได้ถูกรวมเรียกว่า “ประชาคมยุโรป” (European Community) เนื่องจากได้มีการลงนามในสนธิสัญญารวมประชาคมทั้งสาม (The Merger Treaty) เข้าด้วยกัน
ในปี ค.ศ. 1973 ประชาคมยุโรปได้ขยายใหญ่ขึ้นโดยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของประชาคมของประเทศเดนมาร์ค ไอร์แลนด์ และ สหราชอาณาจักร ในขณะนั้นประเทศนอร์เวย์ ก็ต้องการเป็นสมาชิกในประชาคมยุโรปด้วยเช่นกัน แต่ไม่ผ่านการลงประชามติของประชาชนในประเทศ ตั้งแต่บัดนั้นมานอร์เวก็ยังคงไม่ได้เป็นสมาชิกของประชาคมจนกระทั้งบัดนี้ หลังจากนั้นในปี 1981 ประเทศกรีซ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก และอีกไม่นานนัก ประเทศสเปนและประเทศโปตุเกต ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปเช่นกันในปี ค.ศ. 1986
ข้อตกลงเช้งเก่ง (The Schengen Agreement) ใน ค.ศ. 1985 ได้ก่อให้เกิดการเปิดพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกส่วนใหญ่โดยการที่ประชาชนของแต่ละประเทศไม่จำเป็นจะต้องใช้หนังสือเดินทางเมื่อเดินทางออกนอกประเทศของตนไปสู่ประเทศที่ลงนามในข้อตกลงเช้งเก่งอันนี้ ประชาคมยุโรปได้เริ่มใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ในปี ค.ศ. 1986 และในปีเดียวกันนี้เอง ผู้นำของแต่ละประเทศสมาชิกก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาจัดตั้งตลาดเดียวแห่งยุโรป (Single European Act)
สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่การตัดสินใจใดๆ ของประชาคมจะกระทำในระดับที่ใกล้ชิดกับพลเมืองของยุโรปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จุดประสงค์ของการทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้มีการลดกำแพงภาษีการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และต้องการให้มีการร่วมมือกันทางด้านการเมืองมากยิ่งขึ้นด้วย
ในปี ค.ศ. 1990 เป็นปีของการรวมตัวกันใหม่อีกครั้งหนึ่งของประเทศเยอรมัน หลังจากถูกแบ่งเป็นเยอรมันตะวันตกและตะวันออก ซึ่งก็เป็นสาเหตุของการเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของประเทศแถบยุโรปตะวันออก ในปี ค.ศ. 1993 เมื่อสนธิสัญญามาสทริกท์ (the Maastricht Treaty) เริ่มมีผลบังคับใช้ ชื่อของประชาคมยุโรป (the European Community) ก็ได้กลายมาเป็นสหภาพยุโรป (the European Union) และก่อให้เกิดการแบ่งโครงสร้างสถาบันของสหภาพยุโรปเป็นสถาบันเสาหลัก 3 สถาบัน (three pillars) ซึ่งก็คือ ประชาคมยุโรป (the European Community) จะหมายถึงเสาหลักแรก เสาหลักนี้จะเป็นองค์กรเหนือรัฐ (supranational) เสาหลักที่สองจะจัดการเกี่ยวกับนโยบายร่วมด้านการต่างประเทศและความมั่นคง (Common Foreign and Security Policy)
เสาหลักที่สามจะจัดการเกี่ยวกับความร่วมมือในด้านกิจการยุติธรรมและกิจการภายใน (Justice and Home Affair) ซึ่งเสาหลักที่สองและหลักที่สามจะเป็นวิธีการร่วมมือระหว่างรัฐบาล ประเทศออสเตรีย ประเทศสวีเดน และประเทศฟินแลนด์ ได้เข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 1995 สนธิสัญญาอัมสเตอร์ดัมในปีค.ศ. 1997 ได้มีการแก้ไขสนธิสัญญามาสทริกท์ ในเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยและนโยบายด้านการต่างประเทศ
หลังจากนั้นในปีค.ศ.2001 สนธิสัญญานีชก็ได้แก้ไขสนธิสัญญาแห่งโรมและสนธิสัญญมาสทริกท์ซึ่งจะทำให้สหภาพยุโรปสามารถตั้งรับกับการขยายตัวรับสมาชิกใหม่จากยุโรปตะวันออกในภายภาคหน้า
ในปี ค.ศ. 2002 มี 12 ประเทศจากสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศตกลงร่วมกันใช้สกุลเงินเดียวกันนั่นก็คือ ยูโร (Euro) และตอนนี้ ก็มีประเทศทั้งหมด 15 ประเทศจากสมาชิกของสหภาพยุโรปทั้งหมด 27 ประเทศที่ตกลงร่วมกันใช้เงินยูโรเป็นสกุลเงินเดียวกันนั่นก็คือ ออสเตรีย เบลเยี่ยม ไซปรัส ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักแซมเบอร์ก มัลทา เนเธอแลนด์ โปรตุเกส สโลเวเนีย และ สเปน ประเทศที่ไม่ได้ใช้สกุลเงินยูโรมีอยู่ 12 ประเทศก็คือ เดนมาร์ค สวีเดน อังกฤษ เช็ค เอสโตเนีย ฮังการี ลัทเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย
ในปี ค.ศ. 2004 เป็นขยายตัวของสหภาพยุโรปครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อมีประเทศใหม่ที่เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันถึงสิบประเทศ ซึ่งประเทศเหล่านั้นเดิมเป็นประเทศยุโรปตะวันออกและปกครองด้วยระบบคอมมิวนิส ประเทศเหล่านี้ก็คือ เช็ค เอสโตเนีย ฮังการี ลัทเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ สโลวาเกีย สโลเวเนีย มัลทา และไซปรัส และในปี ค.ศ. 2007 มีสองประเทศใหม่เข้ามาเพิ่มเป็นสมาชิกในสหภาพยุโรปนั่นก็คือ โรมาเนีย และ บัลกาเรีย
สนธิสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งธรรมนูญยุโรปนั้นได้ถูกลงนามในกรุงโรมเมื่อมีค.ศ. 2004 ซึ่งต้องการจะมาแทนที่สนธิสัญญาต่างๆในอดีตโดยการทำให้เป็นสนธิสัญญาเดียวของสหภาพยุโรป แต่มันก็ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากการไม่ผ่านการลงประชามติของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเนเธอร์แลนด์
หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2007 ได้มีการลงความเห็นให้สนธิสัญญาลิสบอนมาใช้แทนสนธิสัญญาว่าด้วยธรรมนูญยุโรป ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ถูกลงนามเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2007 ในเมืองลิสบอน สนธิสัญญาฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2009 ถ้าหากว่าการลงประชามติผ่านไปได้ด้วยดี
สหภาพยุโรปมีบทการจัดการที่พิเศษและแตกต่างจากระบบอื่นทั่วๆ ไปที่องค์กรอื่นๆ เค้าใช้กัน ซึ่งนี่ก็เป็นผลให้สหภาพยุโรปประสบความสำเร็จมาก ระบบที่ว่านี้ก็คือการที่ประเทศสมาชิกยังคงมีอำนาจอธิปไตยที่เป็นอิสระ แต่ก็ดึงเอาอำนาจอธิปไตยบางส่วนมาใช้ร่วมกันเพื่อที่จะทำให้สหภาพยุโรปมีความแข็งแรงและมีอิทธิพลต่อทั่วโลกมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศไม่สามารถมีอำนาจอันนี้ได้ สหภาพยุโรป ไม่ได้เป็นระบบสาธารณรัฐเหมือนอย่างสหรัฐอเมริกา และก็ไม่ได้เป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรของแต่ละประเทศเหมือนอย่างสหประชาชาติ แต่สหภาพยุโรปมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นก็คือ องค์กรเหนือรัฐ (supranational)
การดึงเอาอำนาจอธิปไตยในทางปฏิบัติ หมายถึง การที่ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปได้มอบอำนาจหรือมอบตัวแทนอำนาจการตัดสินใจของแต่ละประเทศสมาชิกมาให้แก่สหภาพยุโรป ดังนั้นการตัดสินใจต่างๆในเรื่องเฉพาะกิจบางอย่างจะเป็นไปอย่างประชาธิปไตย สหภาพยุโรปมีสามสถาบันหลักและมีอำนาจใจการตัดสินใจแทนประเทศสมาชิกทุกประเทศนั่นก็คือ
1. รัฐสภายุโรป เป็นตัวแทนของประชาชนทั่วทั้งยุโรป โดยการที่ประชาชนเป็นผู้เลือกมา
2. คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป เป็นตัวแทนของประเทศสมาชิกของแต่ละประเทศ
3. คณะกรรมาธิการยุโรป เป็นผู้ดูแลของผลประโยชน์ของสหภาพยุโรปทั้งหมด
สถาบันหลักทั้งสามสถาบันนี้เป็นผู้กำหนดนโยบายและกฎหมายของทั้งสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำได้โดยการที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้ร่างและเสนอกฎหมายใหม่ให้กับรัฐสภายุโรปและคณะมนตรียุโรปที่เป็นผู้ลงมติยอมรับร่างนั้นๆ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการยุโรปจะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนั้น
สหภาพยุโรปมีศาลเป็นของตัวเองด้วยนั่นก็คือ ศาลยุติธรรมแห่งยุโรป ซึ่งจะตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมายยุโรป ศาลตรวจสอบการเงินและบัญชี จะทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการเงินของกิจกรรมต่างๆ ของสหภาพยุโรป
และนี้ความความสำเร็จของสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันถือได้ว่าสหภาพยุโรปมีบทบาทสำคัญๆ ต่อระบบการเมือง และเศรษฐกิจของโลกเป็นอย่างมาก
|
|
|