|
Asien Kulturfest
Studieren in Thailand |
เรื่องของภาษาและการเสียเอกราชไทย
โดย: เจษฎา ช่วยชูหนู
 |
ภาษาด๊อยช์ (Deutsche Sprache) หรือภาษาเยอรมันที่เราเรียกกันคุ้นหูนั้น เป็นภาษาแม่ (Muttersprache) ที่มีประชากรในสหภาพยุโรป (Europaeische Union) ใช้มากที่สุดซึ่งมีจำนวนมากกว่า 87 ล้านคน นอกจากนั้นภาษาเยอรมันยังเป็นภาษาที่มีความสำคัญติด 1 ใน 10 ของโลก ประชากรทั่วโลกใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาหลัก ประมาณ 100 ล้านคน มีการเรียนการสอนภาษาเยอรมัน ในสถานศึกษา และสถาบันด้านภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกมากมาย
ประเทศเยอรมนีให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ภาษาของเขามาก จะเห็นได้จากการส่งทูตทางด้านภาษา และวัฒนธรรมอย่าง
สถาบันเก่อเธ่ (Goethe Institut) กระจายตามประเทศต่าง ๆ
มากมาย 91 ประเทศทั่วโลก รู้จักและมีกิจกรรมร่วมกับสถาบันเก่อเธ่ อย่างต่อเนื่อง ด้านกฎหมายมี Start Deutsch1 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับบุคคลต่างด้าว ที่ต้องการแต่งงาน หรือพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนีต้องผ่าน
เกณฑ ์การตรวจสอบความรู้ด้านภาษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้แน่ใจ ว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้ก่อนจะได้รับวีซ่าและใบ
อนุญาตทำงานแม้แต่นักศึกษาต่างชาติ ก็มีความจำเป็นอย่าง
ยิ่งท ี่ต้องมีความรู้
ด้านภาษาในระดับสูง เพื่อการศึกษาในคณะนั้น ๆ มีเพียงไม่ กี่กรณีที่มีข้อยกเว้นให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่กระนั้นก็ตามก็ยัง
ต้องมีความรู้ภาษาเยอรมัน สำหรับติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน
ทั่วไป ถึงแม้ว่าชนชาติเยอรมันจะมีกลยุทธ์ต่าง ๆ นานา เพื่อปกปักษ์รักษาทรัพย์สมบัติด้านภาษาอันมีค่า ที่บรรพบุรุษ
สรรสร้างมาให้นับหลายพันปี แต่ชาวเยอรมันรุ่นหลัง ๆ ก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นได้อย่างคล่องแคล่ว
จากตัวอย่างดังกล่าว พอจะเห็นถึงนโยบายภาครัฐ ที่มุ่งเน้นอนุรักษ์วัฒนธรรมภาษาของชาติเยอรมันไว้ได้อย่างม
ีประสิทธิภาพ นอกจากนโยบายเพื่ออนุรักษ์ภาษาไว้ให้คงอยู่แล้ว นโยบายดังกล่าวยังส่งผลทางอ้อมในระดับนานา
ชาติอีกด้วย ข้อมูลทางด้านวิชาการของสถาบันเก่อเธ่ ประเทศเยอรมันชี้ให้เห็นว่า ภาษาเยอรมันมีประชากรใช้กว่า
120 ล้านคนทั่วโลก ผู้คนที่ชื่นชอบดนตรียุคคลาสสิก หรือมัคคุเทศก์ นิยมศึกษาภาษาเยอรมัน เพื่อใช้ในสายงาน
ของตน ปัจจุบันภาษาเยอรมันจึงเพิ่มบทบาทในตลาดแรงงานโลกขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับภาษาไทย ก็มีหลักฐานปรากฏว่าอย่างน้อยที่สุด ภาษาไทยก็มีการบันทึกในลักษณะ ภาษาเขียนมายาวนาน
กว่า 700 ปี หลักศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหง เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงวัฒนธรรมด้านภาษา อันล้ำค่าเป็นอย่าดี
แต่ปัจจุบัน วัฒนธรรมด้านภาษาของเราค่อนข้างอ่อนแอ ถูกอิทธิพลจากภาษาต่างชาติครอบงำอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ทางด้านการแพทย์ , เทคนิค , แฟชั่น ฯลฯ ส่งผลให้ภาษาไทยลดบทบาทความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เรามิอาจจะกีดกั้นวัฒนธรรมทางด้านภาษาต่างประเทศได้ แต่นโยบายภาครัฐต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อแนวทาง
การปฏิบัติที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องรักษาภาษาไทย อันล้ำค่าที่บรรพบุรุษเหลือไว้ให้
ผู้เขียนเอง มิได้ต่อต้านภาษาต่างชาติ เพราะรู้และตระหนักดีว่า การเรียนรู้ถึงภาษาที่ 2 , 3 หรือ 4 , 5 .... มีความสำคัญ
ยิ่งต่อยุคโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะที่เราต้องเรียนรู้ภาษาต่างชาตินั้น ภาษาไทยเองก็ควรจะมีกลยุทธ์การแพร่ขยายไป
ยังต่างชาติด้วย ไม่ใช่เพียงแค่อนิสงค์ที่ได้จาก การชมละคร และฟังเพลงไทยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น
ชาวลาว เขมร หรือ พม่าเท่านั้น แต่การสร้างองค์กร หรือสถาบันด้านภาษาไทย ให้มีบทบาทในต่างประเทศมากขึ้น
เฉกเช่น สถาบันต่างชาตินับสิบนับร้อยมามีบทบาทในประเทศไทย จะสามารถส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมไทย
ในระดับนานาชาติได้ หากใครมีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิต และสังคมไทยในต่างประเทศ จะเห็นได้ว่ามีกลุ่มชาวไทยอีกมากมายที่พร้อมจะอุทิศเวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อการอนุรักษ์ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย
แด่ชาวไทย และต่างชาติที่อาศัยอยู่ต่างแดน ขาดเพียงแต่นโยบาย และเงินทุนสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ
ยุคแห่งเสรีประชาธิปไตย มิใช่ยุคการล่าเมืองขึ้นด้วยกำลังพล แต่เป็นยุคของการครอบงำทางด้าน เศรษฐกิจ
ศิลปวัฒนธรรม และความคิด หากวัฒนธรรมด้านภาษาของชนชาติไทยอ่อนแอลงแล้ว ก็เปรียบเสมือนการสูญสิ้น
ความเป็นไทยลงไป ซึ่งการสูญสิ้นในส่วนนี้ยิ่งยากต่อการกู้เอกราชคืนมา ภาษาไทยควรจะยั่งยืนเคียงคู่โลกนี้ตลอดไป
|
|
|